Skip to content

Customer Service 080 064 7515

All Books

Chocolate Bloom VS Fat Bloom เมื่อช็อกโกแลตเปลี่ยนสภาพ

22 May 2018

เมื่อช็อกโกแลตกลายสภาพ (When Chocolate Blooms)

คุณเคยสังเกตเห็นไหม? ช็อกโกแลตที่เคยมีความมันวาวน่ารับประทาน กลับกลายเป็นช็อกโกแลตที่มีลวดลายแปลกตา ขึ้นเป็นชั้นๆ สีขาวสลับน้ำตาลคล้ายหินอ่อน หรือมีคราบผงสีขาวเป็นกลุ่มๆ กระจายอยู่ทั่วผิวหน้า

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าช็อกโกแลตเสียหรือขึ้นรา แต่ความจริงแล้ว ช็อกโกแลตยังคงรับประทานได้อย่างปลอดภัย เพียงแต่อาจมีผลต่อรสชาติและเนื้อสัมผัสเท่านั้น

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า "Chocolate Bloom" ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก: Sugar Bloom และ Fat Bloom

Sugar Bloom: เมื่อน้ำตาลแยกตัว

สาเหตุของ Sugar Bloom

Sugar Bloom เกิดจากการที่ช็อกโกแลตสัมผัสกับความชื้นหรือน้ำ ทำให้น้ำตาลในช็อกโกแลตละลายออกมา เมื่อน้ำระเหย น้ำตาลจะตกผลึกใหม่บนผิวหน้าช็อกโกแลต

ปัจจัยที่ทำให้เกิด Sugar Bloom:

  • การเก็บช็อกโกแลตในตู้เย็นแล้วนำออกมาสู่อุณหภูมิห้อง ทำให้เกิดหยดน้ำควบแน่น (Condensation)
  • การเก็บช็อกโกแลตในที่ที่มีความชื้นสูง
  • การสัมผัสกับน้ำโดยตรง

ลักษณะของ Sugar Bloom

  • ปรากฏเป็นผงสีขาวละเอียด บนผิวหน้าช็อกโกแลต
  • เมื่อสัมผัสจะรู้สึกเป็นผิวหยาบ คล้ายทราย
  • ช็อกโกแลตจะมีรสชาติหวานน้อยลง เนื่องจากน้ำตาลบางส่วนแยกตัวออกมาอยู่ที่ผิว

ทดสอบง่ายๆ: หากเป็น Sugar Bloom เมื่อแตะที่ผิวแล้วจะรู้สึกเป็นผงละเอียด และถ้าลองชิมจะมีรสหวาน

Fat Bloom: เมื่อไขมันโกโก้แยกตัว

สาเหตุของ Fat Bloom

Fat Bloom เกิดจากการที่ไขมันโกโก้ในช็อกโกแลตมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผลึก โดยการสร้างผลึกใหม่หรือการย้ายตำแหน่งของไขมันภายในช็อกโกแลต

ปัจจัยที่ทำให้เกิด Fat Bloom:

  • การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว
  • การ Tempering ช็อกโกแลตไม่สมบูรณ์
  • การผสมช็อกโกแลตกับไขมันชนิดอื่นที่ไม่เข้ากัน
  • การเก็บรักษาในอุณหภูมิที่สูงเกินไป

ลักษณะของ Fat Bloom

  • ปรากฏเป็นลายเส้นสีขาวคล้ายหินอ่อน หรือลายสีขาวสลับน้ำตาล
  • เมื่อสัมผัสจะรู้สึกเป็นผิวลื่น ไม่เหมือนทราย
  • ช็อกโกแลตมักจะมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มขึ้น และละลายเร็วขึ้น

ทดสอบง่ายๆ: หากเป็น Fat Bloom เมื่อแตะที่ผิวแล้วจะรู้สึกลื่นหรืออาจละลายได้บางส่วนเมื่อถูกความร้อนจากนิ้วมือ

เปรียบเทียบ Sugar Bloom VS Fat Bloom

คุณลักษณะ Sugar Bloom Fat Bloom
ลักษณะที่มองเห็น ผงสีขาวละเอียด ลายหินอ่อนสีขาวสลับน้ำตาล
ลักษณะเมื่อสัมผัส หยาบ คล้ายทราย ลื่น อาจละลายบางส่วน
สาเหตุหลัก ความชื้น/น้ำ อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง
ผลต่อรสชาติ หวานน้อยลง ไม่ค่อยกระทบรสชาติแต่กระทบเนื้อสัมผัส


การป้องกันการเกิด Chocolate Bloom

การเทมเปอร์ช็อกโกแลตอย่างถูกวิธี (Tempering)

การเทมเปอร์ช็อกโกแลตเป็นเทคนิคสำคัญที่ช่วยป้องกันการเกิด Bloom โดยเฉพาะ Fat Bloom เพราะเป็นการจัดเรียงโครงสร้างผลึกของไขมันโกโก้ให้เรียบร้อย

ขั้นตอนการเทมเปอร์ช็อกโกแลตพื้นฐาน:

  1. ละลาย - ละลายช็อกโกแลตที่อุณหภูมิประมาณ 45-50°C สำหรับ Dark Chocolate
  2. ลดอุณหภูมิ - ลดอุณหภูมิลงมาที่ประมาณ 27-28°C
  3. ยกอุณหภูมิ - ค่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิขึ้นมาที่ 31-32°C
  4. ทดสอบ - ทดสอบโดยจุ่มมีดลงในช็อกโกแลตและปล่อยให้แข็งตัว หากแข็งตัวเร็วและมีความมันวาว แสดงว่าเทมเปอร์สำเร็จ

การเก็บรักษาช็อกโกแลตอย่างถูกวิธี

  • เก็บในที่เย็น อุณหภูมิคงที่ ประมาณ 15-20°C
  • หลีกเลี่ยงการเก็บในตู้เย็น เพราะเมื่อนำออกมาจะเกิดหยดน้ำควบแน่น
  • เก็บในที่มีความชื้นต่ำ ประมาณ 50% หรือต่ำกว่า
  • เก็บให้พ้นแสงแดด และแหล่งความร้อน
  • เก็บในภาชนะปิดสนิทเพื่อป้องกันความชื้นและกลิ่นอื่นๆ

ช็อกโกแลตที่เกิด Bloom ยังรับประทานได้หรือไม่?

คำตอบคือ ยังรับประทานได้อย่างปลอดภัย! แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ แต่ไม่มีผลต่อความปลอดภัยในการบริโภค อย่างไรก็ตาม อาจมีผลต่อรสชาติและเนื้อสัมผัส:

  • Sugar Bloom - อาจทำให้ช็อกโกแลตมีรสชาติหวานน้อยลง และมีเนื้อสัมผัสหยาบขึ้น
  • Fat Bloom - อาจทำให้ช็อกโกแลตมีเนื้อสัมผัสนุ่มขึ้น และละลายในปากเร็วขึ้น

การนำช็อกโกแลตที่เกิด Bloom ไปใช้ประโยชน์

แม้ว่าช็อกโกแลตที่เกิด Bloom อาจไม่สวยงามเหมือนเดิม แต่ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย:

  1. ละลายและเทมเปอร์ใหม่ - สำหรับทำขนมที่ต้องการช็อกโกแลตเคลือบ
  2. ใช้ทำซอสช็อกโกแลต - เพราะต้องละลายอยู่แล้ว จึงไม่มีผลต่อลักษณะภายนอก
  3. ใช้เป็นส่วนผสมในเค้กหรือคุกกี้ - เพราะต้องละลายและผสมกับส่วนผสมอื่น
  4. ใช้ทำช็อกโกแลตชิป - สำหรับใส่ในคุกกี้หรือขนมอบ

สรุป

Chocolate Bloom เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้กับช็อกโกแลตทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น Sugar Bloom จากความชื้น หรือ Fat Bloom จากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง แม้จะทำให้ช็อกโกแลตเสียความสวยงามไป แต่ยังคงปลอดภัยต่อการบริโภค

การเข้าใจสาเหตุและวิธีป้องกันการเกิด Bloom จะช่วยให้คุณเก็บรักษาช็อกโกแลตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหากเกิดขึ้นแล้ว ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายวิธี เพื่อไม่ให้ช็อกโกแลตต้องเสียเปล่า!

Prev post
Next post

Thanks for subscribing!

This email has been registered!

Shop the look

Choose options

Edit option
Back In Stock Notification
Compare
Product SKU Description Collection Availability Product type Other details
Terms & conditions
What is Lorem Ipsum? Lorem Ipsum is simply dummy text of the printing and typesetting industry. Lorem Ipsum has been the industry's standard dummy text ever since the 1500s, when an unknown printer took a galley of type and scrambled it to make a type specimen book. It has survived not only five centuries, but also the leap into electronic typesetting, remaining essentially unchanged. It was popularised in the 1960s with the release of Letraset sheets containing Lorem Ipsum passages, and more recently with desktop publishing software like Aldus PageMaker including versions of Lorem Ipsum. Why do we use it? It is a long established fact that a reader will be distracted by the readable content of a page when looking at its layout. The point of using Lorem Ipsum is that it has a more-or-less normal distribution of letters, as opposed to using 'Content here, content here', making it look like readable English. Many desktop publishing packages and web page editors now use Lorem Ipsum as their default model text, and a search for 'lorem ipsum' will uncover many web sites still in their infancy. Various versions have evolved over the years, sometimes by accident, sometimes on purpose (injected humour and the like).

Choose options

this is just a warning
Login
Shopping cart
0 items