ลึกในป่าทึบแถบอเมริกาใต้และอเมริกากลาง มีต้นไม้พิเศษที่ชนพื้นเมืองเชื่อว่าเป็นของขวัญจากเทพเจ้า นั่นคือต้นโกโก้ ผู้ให้กำเนิดช็อกโกแลตที่เรารู้จักในปัจจุบัน
ตามตำนานโบราณเล่าว่า Quetzalcoatl เทพเจ้าแห่งปัญญา ได้มอบต้นโกโก้ให้แก่มนุษย์ เพื่อเป็นแหล่งพลังและความรู้ ชาวโอลเม็กในดินแดนที่ปัจจุบันคือเม็กซิโก เป็นผู้แรกที่ค้นพบวิธีหมักเมล็ดโกโก้และนำมาทำเป็นเครื่องดื่ม พวกเขาผสมผสานเครื่องเทศนานาชนิด โดยเฉพาะพริก สร้างเป็นเครื่องดื่มรสเผ็ดร้อนที่ใช้เฉพาะในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์
เมื่อเวลาผ่านไป อารยธรรมมายาและแอซเท็กได้พัฒนาวิธีการใช้โกโก้ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น พวกเขาเรียกเครื่องดื่มนี้ว่า "xocoatl" มาจากคำว่า "xoco" แปลว่าขม และ "atl" แปลว่าน้ำ ซึ่งต่อมากลายเป็นที่มาของคำว่า "chocolate" ที่เราใช้กันทุกวันนี้ ที่น่าสนใจคือ เมล็ดโกโก้มีค่ามากถึงขนาดใช้เป็นเงินตรา เมล็ดหนึ่งเมล็ดสามารถแลกผลไม้ได้หนึ่งผล
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ปรากฏบนภาชนะโบราณจากศตวรรษที่ 8 เป็นภาพสลักแสดงให้เห็นพิธีกรรมการใช้โกโก้ พร้อมบันทึกจำนวนเมล็ดที่ใช้ในการบูชาเทพเจ้า นักโบราณคดียังค้นพบภาชนะพิเศษที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการชงและดื่มเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์นี้
จนกระทั่งปี 1753 Carolus Linnaeus นักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน ได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ให้ต้นโกโก้ว่า "Theobroma Cacao" ซึ่งมีความหมายลึกซึ้ง โดย "Theo" แปลว่าเทพเจ้า และ "broma" แปลว่าอาหาร รวมกันคือ "อาหารของเทพเจ้า" สะท้อนให้เห็นว่าแม้ในยุคของการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ความพิเศษของโกโก้ก็ยังคงได้รับการยอมรับและบันทึกไว้ในชื่อที่ใช้อย่างเป็นทางการจนถึงปัจจุบัน
จากเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมโบราณ สู่ช็อกโกแลตหลากหลายรูปแบบในปัจจุบัน โกโก้ได้เดินทางข้ามกาลเวลาและวัฒนธรรม เป็นพยานถึงวิวัฒนาการของอารยธรรมมนุษย์ และยังคงมอบความสุขให้ผู้คนทั่วโลกไม่เสื่อมคลาย